ภาวะเพ้อ (Delirium) ในผู้ป่วยสมองเสื่อม : สัญญาณเตือนภัยที่ต้องเท่าทัน
สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมบางอย่างอาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของโรค
แต่หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการสับสนอย่างฉับพลัน อารมณ์แปรปรวน หรือเห็นภาพหลอนขึ้นมาภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน นั่นอาจไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามวัย
แต่เป็นสัญญาณของ ภาวะเพ้อ หรือ Delirium ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องการการดูแลอย่างทันท่วงที
Delirium คืออะไร และแตกต่างจาก Dementia อย่างไร?
หลายคนมักสับสนระหว่าง Delirium และ Dementia เพราะทั้งสองภาวะส่งผลต่อสมองเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญที่ ระยะเวลาและการเกิด
Dementia (สมองเสื่อม): เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี อาการจะค่อยๆ หดหายทีละนิดอย่างต่อเนื่อง
Delirium (ภาวะเพ้อ): เป็นภาวะสมองทำงานผิดปกติอย่าง เฉียบพลัน อาการมักเกิดขึ้นเร็วและมีลักษณะ ขึ้นๆ ลงๆ ในรอบวัน
บางเวลาผู้ป่วยอาจดูรู้เรื่อง แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงอาจเริ่มสับสน ก้าวร้าว หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเพ้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไปอย่างมาก เนื่องจากเนื้อสมองมีความเปราะบางอยู่แล้ว
เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองได้ทันที

ภาวะเพ้อมักไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายที่ส่งผลต่อสมอง ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยในผู้ป่วยสมองเสื่อม ได้แก่:
- การติดเชื้อในร่างกาย: เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือปอดอักเสบ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ป่วยไม่ได้แสดงอาการไข้ แต่แสดงออกผ่านอาการสับสน
- ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่หรือภาวะขาดน้ำ: การดื่มน้ำน้อย หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
- ผลข้างเคียงจากยา: การเริ่มยาใหม่ การปรับขนาดยา หรือการใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ยานอนหลับ และยาแก้แพ้บางชนิด
- ความเจ็บปวดที่ไม่ได้บอก: เช่น ท้องผูกรุนแรง ปัสสาวะคั่ง หรือแผลกดทับ
- การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม: การย้ายสถานที่ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือบรรยากาศรบกวนในเวลากลางคืน
หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะ Delirium สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหาสาเหตุทางการแพทย์ ญาติหรือผู้ดูแลควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แฝงอยู่ เพราะเมื่อรักษาต้นเหตุ เช่น การให้ยาปฏิชีวนะรักษาการติดเชื้อ หรือแก้อาการขาดน้ำ ภาวะเพ้อนี้ก็สามารถหายหรือปรับตัวดีขึ้นจนกลับสู่สภาวะเดิมได้
ในระหว่างการดูแล ผู้ดูแลควรสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ จัดแสงสว่างในห้องให้เหมาะสมในเวลากลางวันและกลางคืน
เพื่อลดความสับสนเรื่องเวลา พูดคุยด้วยน้ำเสียงที่สงบและใช้คำพูดสั้นๆ สื่อสารให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย ตลอดจนคอยเตือนเรื่องวัน เวลา และสถานที่อย่างอ่อนโยน
สนับสนุนโดย hoiana

