• ภาวะเพ้อ (Delirium) ในผู้ป่วยสมองเสื่อม

    ภาวะเพ้อ (Delirium) ในผู้ป่วยสมองเสื่อม : สัญญาณเตือนภัยที่ต้องเท่าทัน

    ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร มีสาเหตุ อาการ วิธีป้องกันและรักษาอย่างไร | โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก

    สำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม  การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมบางอย่างอาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของโรค

    แต่หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการสับสนอย่างฉับพลัน อารมณ์แปรปรวน หรือเห็นภาพหลอนขึ้นมาภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน นั่นอาจไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามวัย

    แต่เป็นสัญญาณของ ภาวะเพ้อ หรือ Delirium ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องการการดูแลอย่างทันท่วงที

     

    Delirium คืออะไร และแตกต่างจาก Dementia อย่างไร?

    หลายคนมักสับสนระหว่าง Delirium และ Dementia เพราะทั้งสองภาวะส่งผลต่อสมองเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญที่ ระยะเวลาและการเกิด

    Dementia (สมองเสื่อม): เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี อาการจะค่อยๆ หดหายทีละนิดอย่างต่อเนื่อง

    Delirium (ภาวะเพ้อ): เป็นภาวะสมองทำงานผิดปกติอย่าง เฉียบพลัน อาการมักเกิดขึ้นเร็วและมีลักษณะ ขึ้นๆ ลงๆ ในรอบวัน

    บางเวลาผู้ป่วยอาจดูรู้เรื่อง แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงอาจเริ่มสับสน ก้าวร้าว หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด

     

    ผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อมอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเพ้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไปอย่างมาก เนื่องจากเนื้อสมองมีความเปราะบางอยู่แล้ว

    เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองได้ทันที

    ภาวะหลงผิดกับภาวะสมองเสื่อม: ความแตกต่างคืออะไร?

    ภาวะเพ้อมักไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุผล แต่เป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายที่ส่งผลต่อสมอง ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยในผู้ป่วยสมองเสื่อม ได้แก่:

    1. การติดเชื้อในร่างกาย: เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือปอดอักเสบ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ป่วยไม่ได้แสดงอาการไข้ แต่แสดงออกผ่านอาการสับสน
    2. ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่หรือภาวะขาดน้ำ: การดื่มน้ำน้อย หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
    3. ผลข้างเคียงจากยา: การเริ่มยาใหม่ การปรับขนาดยา หรือการใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ยานอนหลับ และยาแก้แพ้บางชนิด
    4. ความเจ็บปวดที่ไม่ได้บอก: เช่น ท้องผูกรุนแรง ปัสสาวะคั่ง หรือแผลกดทับ
    5. การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม: การย้ายสถานที่ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือบรรยากาศรบกวนในเวลากลางคืน

    หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะ Delirium สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหาสาเหตุทางการแพทย์ ญาติหรือผู้ดูแลควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แฝงอยู่ เพราะเมื่อรักษาต้นเหตุ เช่น การให้ยาปฏิชีวนะรักษาการติดเชื้อ หรือแก้อาการขาดน้ำ ภาวะเพ้อนี้ก็สามารถหายหรือปรับตัวดีขึ้นจนกลับสู่สภาวะเดิมได้

     

    ในระหว่างการดูแล ผู้ดูแลควรสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ จัดแสงสว่างในห้องให้เหมาะสมในเวลากลางวันและกลางคืน

    เพื่อลดความสับสนเรื่องเวลา พูดคุยด้วยน้ำเสียงที่สงบและใช้คำพูดสั้นๆ สื่อสารให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย ตลอดจนคอยเตือนเรื่องวัน เวลา และสถานที่อย่างอ่อนโยน

     

    สนับสนุนโดย  hoiana

  • เจาะหูห้ามกินอะไร? กินแล้วเป็นหนองจริงหรือไม่?

     

    การเจาะหูเป็นการตกแต่งร่างกายที่ได้รับความนิยมในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตาม หลังการเจาะหู เจาะหูห้ามกินอะไร การดูแลรักษาแผลอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือเกิดหนอง

    หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทหลังเจาะหู เช่น ของแสลงหรืออาหารที่เชื่อว่า “ทำให้แผลหายช้า” แล้วคำถามคือ อาหารเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเกิดหนองจริงหรือไม่? และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง?

     

    อาหารที่มักถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยง

    1. อาหารทะเล  

       อาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู หรือหอย มักถูกระบุว่าเป็นของแสลง เนื่องจากบางคนมีอาการแพ้อาหารทะเล เช่น คันหรือเป็นผื่น ซึ่งอาจทำให้แผลเจาะหูระคายเคืองมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีอาการแพ้อาหารทะเล คุณก็สามารถรับประทานได้โดยไม่มีผลเสียต่อแผลเจาะหู

     

    1. อาหารหมักดอง 

       อาหารประเภทนี้ เช่น ปลาร้า ผักดอง หรือไส้กรอก อาจมีสารเคมีหรือแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นการอักเสบ หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณอ่อนแอ อาหารหมักดองอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

     

    1. อาหารรสจัดและของทอด  

       อาหารที่มีรสเผ็ดหรือของมัน เช่น ไก่ทอด หมูกรอบ หรืออาหารที่มีน้ำมันมาก อาจทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้แผลเจาะหูอักเสบได้ง่ายขึ้น

     

    1. ของหวานมากเกินไป  

       น้ำตาลในปริมาณสูง เช่น ในขนมหวาน เค้ก หรือช็อกโกแลต อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและลดความสามารถของร่างกายในการฟื้นฟูแผล

    สาเหตุที่แผลเจาะหูเป็นหนอง

    1. การติดเชื้อ  หนองที่เกิดขึ้นบริเวณแผลเจาะหูมักเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การใช้เครื่องมือเจาะที่ไม่สะอาด หรือสัมผัสแผลด้วยมือที่ไม่ล้าง
    2. การดูแลแผลไม่เหมาะสม     การละเลยในการทำความสะอาดแผล การใช้ต่างหูที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือการเปลี่ยนต่างหูเร็วเกินไป ล้วนเพิ่มโอกาสในการเกิดหนอง
    3. แพ้โลหะต่างหู     บางคนอาจแพ้โลหะ เช่น นิกเกิลในต่างหู ซึ่งอาจทำให้แผลบวมแดงและอักเสบจนเกิดหนอง

     

    เคล็ดลับดูแลแผลเจาะหู

    1. ล้างแผลอย่างสม่ำเสมอ     ใช้สำลีหรือคอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอบ ๆ บริเวณที่เจาะหูวันละ 2-3 ครั้ง
    2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล     หลีกเลี่ยงการจับแผลหรือหมุนต่างหูบ่อย ๆ เพราะอาจนำแบคทีเรียเข้าสู่แผล
    3. เลือกต่างหูที่ปลอดภัย    ใช้ต่างหูที่ทำจากสแตนเลสสตีลหรือทองคำบริสุทธิ์เพื่อลดโอกาสการแพ้
    4. กินอาหารที่มีประโยชน์     เพิ่มการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินซี และแร่ธาตุ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

     

    สนับสนุนโดย  hoiana